top of page

VACCINE
SERVICE
บริการฉีดวัคซีนประจำปี
VACCINE SERVICE
การสร้างภูมิคุ้มกันเพื่อรับมือกับโรคที่พบได้บ่อยอย่างเช่น ไข้หวัดใหญ่ และ ปอดอักเสบ คือ "การฉีดวัคซีนประจำปี" โดยจะมีส่วนช่วยลดความเสี่ยงในการเจ็บป่วย และลดความรุนแรงของโรคหากเกิดการติดเชื้อ การฉีดวัคซีนเป็นมาตรการป้องกันที่สำคัญและมีประสิทธิภาพ โดยเฉพาะในกลุ่มที่มีความเสี่ยงและช่วงฤดูกาลที่มีการระบาดของโรค
ที่ THE SK CLINIC เราใช้วัคซีนไข้หวัดใหญ่ชนิด 4 สายพันธุ์ (Quadrivalent) ซึ่งเป็นวัคซีนที่ครอบคลุมสายพันธุ์ของเชื้อที่ระบาดในปัจจุบันตามคำแนะนำขององค์การอนามัยโลก (WHO) และเป็นที่ยอมรับในระดับสากล เพื่อให้มั่นใจว่าคุณจะได้รับการป้องกันที่ครอบคลุม

การฉีดวัคซีนไข้หวัดใหญ่
1. เพื่อป้องกันการติดเชื้อ วัคซีนจะมีส่วนช่วยกระตุ้นให้ร่างกายสร้างภูมิคุ้มกันต่อเชื้อไวรัสไข้หวัดใหญ่ ในชนิดที่คาดว่าจะมีการระบาดในปีนั้นๆ
2. เพื่อลดความรุนแรงของโรค หากผู้ที่ได้รับวัคซีนติดเชื้อไข้หวัดใหญ่ อาการของโรคมักจะมีความรุนแรงน้อยกว่าผู้ที่ไม่ได้รับวัคซีน และมีโอกาสน้อยที่จะต้องเข้ารักษาตัวในโรงพยาบาล
3. เพื่อป้องกันการเกิดภาวะแทรกซ้อน ไข้หวัดใหญ่สามารถนำไปสู่ภาวะแทรกซ้อนที่อันตรายได้ เช่น ปอดอักเสบ หูอักเสบ หรืออาการกำเริบของโรคประจำตัว เช่น โรคหอบหืด
4. เพื่อสร้างภูมิคุ้มกันหมู่ เมื่อประชากรส่วนใหญ่ได้รับวัคซีน จะช่วยลดการแพร่กระจายของเชื้อไวรัสในชุมชน ทำให้ผู้ที่มีความเสี่ยงสูงแต่ไม่สามารถฉีดวัคซีนได้ (เช่น ทารกที่อายุน้อยกว่า 6 เดือน) ได้รับการปกป้องไปด้วย
ใครควรฉีดวัคซีนไข้หวัดใหญ่?
ทุกคนที่มีอายุตั้งแต่ 6 เดือนขึ้นไป ควรพิจารณาการฉีดวัคซีนไข้หวัดใหญ่ แต่กลุ่มที่มีความเสี่ยงสูงที่แนะนำให้ฉีดเป็นพิเศษ ได้แก่
1. เด็กเล็กและผู้สูงอายุ โดยเฉพาะเด็กอายุ 6 เดือน - 2 ปี และผู้ที่มีอายุ 65 ปีขึ้นไป
2. หญิงตั้งครรภ์ ควรมีการฉีดในทุกไตรมาสของการตั้งครรภ์เพื่อป้องกันทั้งมารดาและทารก
3. ผู้ป่วยโรคเรื้อรัง เช่น โรคเบาหวาน โรคหัวใจและหลอดเลือด โรคปอดเรื้อรัง (หอบหืด, ถุงลมโป่งพอง) โรคไตวายเรื้อรัง และผู้ที่มีภูมิคุ้มกันบกพร่อง
4. บุคลากรทางการแพทย์ และผู้ที่มีอาชีพใกล้ชิดกับผู้คนจำนวนมาก
การฉีดวัคซีนป้องกันปอดอักเสบ
การฉีดวัคซีนป้องกันปอดอักเสบ คือ การฉีดวัคซีนเพื่อป้องกันโรคปอดอักเสบที่เกิดจากเชื้อแบคทีเรียที่เรียกว่า "นิวโมคอคคัส" (Pneumococcal) โดยวัคซีนนี้มีความสำคัญอย่างยิ่งสำหรับกลุ่มเสี่ยง เช่น ผู้สูงอายุตั้งแต่ 65 ปีขึ้นไป และ ผู้ที่มีโรคเรื้อรัง หรือมีภาวะบกพร่องทางภูมิคุ้มกัน เพื่อช่วยลดโอกาสการเกิดโรคและความรุนแรงของภาวะแทรกซ้อน โดยจะมีลักษณะการทำงานหลักๆ ดังนี้
- ลดความเสี่ยงการป่วยรุนแรง ป้องกันโรคปอดอักเสบ และโรคแทรกซ้อนที่อันตรายถึงชีวิต เช่น การติดเชื้อในกระแสเลือด (Bacteremia) และ เยื่อหุ้มสมองอักเสบ (Meningitis)
- ลดความรุนแรงของโรค หากติดเชื้อ แม้จะมีอาการป่วย แต่ผู้ที่ได้รับวัคซีนแล้วจะมีอาการที่ไม่รุนแรงเท่ากับผู้ที่ไม่ได้ฉีด
- สร้างความครอบคลุมที่ยั่งยืน โดยเฉพาะวัคซีนชนิดใหม่ ๆ ที่ครอบคลุมเชื้อได้หลากหลายสายพันธุ์มากขึ้น
วัคซีนป้องกันปอดอักเสบในปัจจุบันมีหลายชนิด เช่น ชนิด PCV (Pneumococcal Conjugate Vaccine) และชนิด PPSV (Pneumococcal Polysaccharide Vaccine) ซึ่งจะครอบคลุมเชื้อในจำนวนสายพันธุ์ที่แตกต่างกันไป และแพทย์จะเป็นผู้พิจารณาว่าควรฉีดวัคซีนชนิดใดและเมื่อใดตามความเหมาะสมกับแต่ละบุคคล
ช่วงเวลาที่เหมาะสมในการฉีด
1. วัคซีนไข้หวัดใหญ่ควรฉีดปีละ 1 ครั้ง โดยช่วงเวลาที่เหมาะสมคือช่วงก่อนเข้าฤดูฝน (ตั้งแต่เดือนมีนาคมเป็นต้นไป) หรือช่วงปลายปีเพื่อให้ภูมิคุ้มกันครอบคลุมตลอดฤดูกาลระบาด
2. วัคซีนป้องกันปอดอักเสบนิวโมคอคคัสชนิดคอนจูเกต (PCV) ฉีดเพื่อช่วยสร้างภูมิคุ้มกันและกระตุ้นการจดจำเชื้อของร่างกาย มักฉีดเป็นเข็มแรก เพื่อสร้างภูมิคุ้มกันพื้นฐานที่แข็งแรง ส่วนวัคซีนป้องกันปอดอักเสบนิวโมคอคคัสชนิดโพลีแซคคาไรด์ (PPSV) จะฉีดเพื่อช่วยครอบคลุมเชื้อได้จำนวนสายพันธุ์มากกว่า (23 สายพันธุ์) มักฉีดเป็นเข็มกระตุ้น โดยเว้นระยะห่างจาก PCV ตามคำแนะนำของแพทย์ (อย่างน้อย 1 ปี)
ผู้ที่มีข้อควรระวัง
1. ผู้ที่มีประวัติการแพ้ไข่ไก่รุนแรง(ในวัคซีนบางชนิด) หรือแพ้ส่วนประกอบที่ผสมอยู่ในวัคซีน จึงควรปรึกษาแพทย์ก่อนเข้ารับการฉีดเสมอ
2. ผู้ที่มีอาการป่วยเฉียบพลันหรือมีไข้สูง ควรรอให้อาการดีขึ้นก่อนทำการฉีดวัคซีน
bottom of page




